[MS] น้องรัก กับ การสอบสัมภาษณ์

posted on 07 Mar 2011 23:04 by leejoon-rug-bi  in MS

บุคคลที่น้องรักสัมภาษณ์

- ไวทยา วัฒนกุล (ไวท์)
- ครูเอกธิดา แจ่มกรุณา (ครูเอก)
- รรรรรร ปิยะวัฒนกูล (พี่รอน)
- อวัสดา อาติยเวคิน (นายน์)
 
 
 
 
 
* คำชี้แจงศัพท์ภาษาเกาหลีในเรื่อง
 
 
* เว่ - แปลว่า อะไร และสามารถใช้กับสถานการณ์เดียวกันกับ คำอุทาน What? ในภาษาอังกฤษ
 
* ชื่อภาษาเกาหลีของน้องรัก 'ชางซอน' เวลาคนในครอบครัวเรียกส่วนใหญ่จะเติมคำว่า [ งี่ ] ซึ่งเป็นคำที่ใช้ต่อท้ายชื่อคนอายุน้อยกว่า ลักษณะเดียวกับคำว่า [ จัง ] ใน ภาษาญี่ปุ่น
 
* ย่าห์ - แปลว่า เฮ้ย! หรือ นี่! (คำอุทาน)
 
 
 
 
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2554 :  
 
 
 
                 เวลา 08.30 น. : หน้าโรงเรียนลูกบาศก์

(ภาษาเกาหลี) "...พ่อ แม่ รักไม่เป็นไรแล้วฮะ" หยุดถอนหายใจ 1 เฮือก "พ่อกับแม่กลับเถอะ อย่าลืมพาพี่ควอนอินไปด้วยนะฮะ"

พูดจบเด็กหนุ่มผิวขาวจัดๆ รูปร่างสูงโปร่ง เส้นผมสีน้ำตาลหยักศกรวบด้านหน้าขึ้นเป็นจุกเล็ก เปิดใบหน้าคมหวานที่มีเค้าความเป็นเกาหลีให้เห็นเด่นชัด...เลยทำท่าจะเดินเข้าไปในรั้วโรงเรียน ทว่า

"...ป้ากระจก พี่มะขาม แล้วก็ลุงอบไม่ ต้องตามรักมาฮะ" ถอนหายใจแต่สุดท้ายเด็กหนุ่มกลับส่งยิ้มอ่อนอ้อนให้ 'คณะ' ซึ่งทำท่าจะเดินตามเขาเข้ามาในรั้วโรงเรียน "เชื่อใจรักสิฮะ รักโตแล้วน๊าาา~ แล้วในใบสอบสัมภาษณ์เค้าก็ระบุว่าผู้สัมภาษณ์ต้องทำการสัมภาษณ์ 'คนเดียว' นะฮะ"

"โธ่~ คุณรักขา แต่คุณรักไม่เคยไปในที่ที่คุณรักไม่รู้จักคนเดียวนี่คะ" ป้ากระจก หญิงวัยกลางคนผู้ทำหน้าที่ทั้งแม่บ้านและแม่นมของคุณชายคนเดียวแห่งบ้าน 'พิรุณธา' พยายามทักท้วง

"นั่นสิ! อย่างน้อยให้ลุงเดินตามคุณรักห่างๆ ก็ยังดีนะครับ" ส่วนลุงอบซึ่งเป็นคนขับรถควบตำแหน่งคนสวนเลยรีบเอ่ยคำสนับสนุน พร้อมกับที่มะขามและควอนอิน สองสาวคนรับใช้ต่างสัญชาติอ้าปากราวจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่า..."ทุกคนหยุดฮะ! หยุด!!"

เงียบกริบ...และเมื่อดวงตาคู่คมรั้นเอ่อคลอไปด้วย หยาดน้ำใส 'คณะ' ผู้ (ทำท่าจะ) ติดตามคุณชายบ้านพิรุณธาเลยลอบกลืนน้ำลายพลางทำสีหน้าแตกตื่นไปตามๆ กัน "ทำไมไม่มีใครเชื่อใจน้องรักฮะ? น้องรักดูเป็นเด็กขี้ขลาดขนาดนั้นเลยเหรอ? ทุกคนทำเหมือนน้องรักเป็นเด็กอนุบาลไม่มีผิด"

ยิ่งพูดเสียงของเด็กหนุ่มเลยยิ่งสั่นพร้อมกับหยาดน้ำใสที่หล่นเผาะ เผาะ ลงมาอาบข้างแก้มขาวจัดจนหัวใจคนมองพากันกระตุกวูบ "น้องรักอายเค้านะฮะ ฮึก! อายุตั้ง 16 แล้ว แต่กลับมีคนที่บ้าน ฮึก! ตามมาคุมตลอด ฮึก! ทุกคนทำแบบนี้ มะ..ไม่รัก ฮึก! ไม่รักน้องรักใช่ไหม ฮึก! อยากให้นะ น้องรัก ฮึก! อายเค้าเหรอฮะ"

พูดเพียงเท่านั้นร่างสูงโปร่งจึงถูกเหล่าคนรับใช้รุมล้อมพลางพูดจาปลอบประโลมต่างๆ นานา ด้วยหวังเพียงดวงใจของพวกตนจะหยุดร้องไห้...กระทั่ง เสียงกระแอมไอของบิดา มารดาของเด็กหนุ่มดังขึ้นเป็นการยุติ 'บทโศก' นั้นเสีย "เอาล่ะๆ น้องรักเข้าไปในโรงเรียนเถอะลูก เดี๋ยวออมม่าจะพาพวกนี้กลับบ้านเอง"

(ภาษาเกาหลี) "ดูแลตัวเองดีๆ ชางซอน*งี่ มีอะไรโทรมา พ่อจะรอ" แล้วสองหนุ่มสาววัยเท่าไหร่ไม่ทราบได้ หาก มีรูปลักษณ์ออกจะ 'วัยรุ่น' จนน่าแปลกใจจึงทำท่า 'ต้อน' เหล่าคนรับใช้ของตนขึ้นรถ และเมื่อแน่ใจว่าทุกคนในครอบครัวกลับไปแล้วจริง... "เฮ้ออออ~ ก็แค่เนี้ย~"

ใบหน้าคมหวานที่ยิ้มแย้มเริงร่าไม่เหลือแม้คราบน้ำตาในดวงตาคู่สีน้ำตาลอ่อน ช่างแตกต่างกับเด็กหนุ่มขี้แยแสนน่าสงสารเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว! กระทั่ง โทรศัพท์เครื่องสีเขียวสดใสถูกเปิดฝาพับพลางกดต่อสายไปหาใครคนหนึ่ง...ซึ่ง เป็นบุคคลที่รักเลือกใช้เพื่อเป็น 'ตัวช่วย' ของเขาในครั้งนี้ (ภาษาเกาหลี) "...สวัสดีตอนเช้าฮะ พี่อิลยอง ...รักจะโทรมาขอความช่วยเหลือฮะ คือว่า..."







                  เวลา 08.45 น. : ไม่ไกลจากสนามฟุตบอลเท่าไหร่

(ภาษาเกาหลี) "รักยังไม่เห็นคนที่พอจะสัมภาษณ์ได้เลย...ตอนนี้รักอยู่ข้างสนามฟุตบอลฮะ" เด็กหนุ่มผู้เหมือนจะเดินพูดภาษาเกาหลีอยู่คนเดียวนั้น แท้จริงแล้วมีสายสมอลทอล์กห้อยต่อจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงไปยังหูข้างขวา ใบหน้าคมหวานเจือเค้าเด็กต่างชาตินั้นมองเรื่อยระหว่างสนามฟุตบอลกับทางเดินทอดไปยังตึกอาคารด้านหลัง

แต่ขณะร่างโปร่งสูงกำลังตัดสินใจจะเดิน กลับหลังไปยังตัวอาคารสูง 4 ชั้น เสียงตะโกนอะไรบางอย่างพลันดังขึ้นจากด้านข้าง พร้อมกับที่หางตารับรู้เงาบางสิ่งเคลื่อนเข้าใกล้ศีรษะอย่างไร้ซึ่งการควบ คุม! "เว่~!*  อ้ะ...!"

"ชางซอนงี่!...ย่าาาห์~!!* อีชางซอน ได้ยินไหม? เกิดอะไรขึ้น!" ยิน เสียงคู่สนทนาร้องเรียกดังลั่น แต่รักกลับไม่สามารถตอบอะไรออกมาได้เลย นั่นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วจนเขาเองยังเกือบตั้งตัวไม่ติด...เดี๋ยวก่อน! ขอรวบรวมสติ 3 วิ

1 เมื่อครู่มีลูกฟุตบอลพุ่งเข้าหาเขาจากทางด้านหลัง จังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงตะโกนและแรงผลักซึ่งทำเอาเกือบล้มลงกับพื้น!

2 โชคดีเขามีทักษะทางด้านกีฬาอยู่หลายชนิดทำให้สามารถคอนโทรลตัวเองได้ แต่...

3 ถ้าไม่ได้อีกคนเข้ามาช่วยไว้ก่อนล่ะก้อ... "ขอบคุณมากฮะ อ่าาา~ รุ่นพี่"

เด็กหนุ่มตัวสูง หัวเกรียน ใบหน้าคมเข้ม ยืนทำตาดุอยู่ตรงหน้ากำลังทำให้รักรู้สึกเหมือนจะ 'เก้อ' ไปนิดหนึ่ง แต่แล้วเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจยกมือไหว้ขอบคุณอีกฝ่าย เพราะถ้าไม่ได้เขาตัวเองอาจเจ็บตัวไปจริงๆ ก็ได้... (ภาษาเกาหลี) "อีชางซอน! เกิดอะไรขึ้น? เราเป็นอะไรรึเปล่า?"

อ้ะ~! ลืมไปเลยว่ายังติดสายอยู่ "ไม่เป็นไรฮะพี่อิลยอง รักโอเค แต่รักขอพักสายไว้ก่อนนะฮะ! เดี๋ยวค่อยคุยกัน" พูดเป็นภาษาเกาหลีเร็วพรืดพลางกดพักสายทันที จากนั้น เด็กหนุ่มจึงหันไปส่งยิ้มพลางเอ่ยถามรุ่นพี่หน้าโหดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่ แฝงไว้ด้วยความสุภาพ "ถ้าไม่รังเกียจขอผมสัมภาษณ์รุ่นพี่ได้ไหมฮะ?"
 
"...นายไปยืนทำ 'ไรตรงนั้น" แต่แทนที่อีกฝ่ายจะตอบรับหรือปฏิเสธ คนตัวสูงหน้าโหดกลับเอ่ยปากย้อนถามเขากลับด้วยน้ำเสียงดุๆ ซะอย่างงั้น!
 
"หมะ หมายความว่ายังไงฮะ?"
 
"นายไปยืนทำ 'ไรอยู่แถวสนามบอล!" คราวนี้คำถามของอีกฝ่ายเหมือนจะช่วยขยายความเข้าใจให้เด็กหนุ่มหน้าคมหวานได้อีกนิด...นิดเดียว และหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่เด็กหนุ่มจึงเข้าใจว่ารุ่นพี่หน้าดุต้องการจะสื่อ ว่า...ตัวเขาไปยืนทำบ้าอะไรแถวสนามฟุตบอล จนเกือบโดนลูกฟุตบอลเตะถูกศีรษะ!!
 
"อ่าาา~ คือผมเป็นนักเรียนเข้าใหม่ฮะ แล้ววันนี้มีสอบสัมภาษณ์เลยตั้งใจจะมาขอสัมภาษณ์คนในโรงเรียน 4 คน แต่ช่วงที่ผมกำลังเดินหาคนสัมภาษณ์ พอดี...รุ่นพี่ของผมที่อยู่เกาหลีโทรมา" หยุดไปครู่หนึ่งแล้วเด็กหนุ่มจึงพูดต่อไปด้วยสีหน้า น้ำเสียงเรียบเรื่อยเป็นปกติ
 
"ตอนที่เดินมาแถวสนามฟุตบอล ผมไม่เห็นว่ามีใครว่างพอให้สัมภาษณ์เลยจะหันหลังเดินไปที่อาคาร 4 แล้ว...ลูกบอลมันก็ลอยมาพอดี ทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดนะฮะรุ่นพี่" ประโยคท้ายน้ำเสียงเรียบเรื่อยค่อยเปลี่ยนเป็นจริงจัง พลางดวงตาสองคู่จึงสบกัน นิ่ง...ชั่วแว่บหนึ่งที่เด็กหนุ่มหน้าคมหวานเหมือนเห็นร่องรอยรำคาญใจแปลกๆ ปรากฏบนใบหน้า แววตาหนุ่มรุ่นพี่
 
...นี่คงกำลังคิดอยู่ใช่ไหมว่าเขาจะอธิบายอะไรยืดยาวขนาดนั้น?
 
"ถ้าอย่างงั้น รุ่นพี่พอจะช่วยผมอีกครั้งได้ไหมฮะ? ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไป ขอผมสัมภาษณ์รุ่นพี่เป็นคนแรกนะฮะ?" นิ่งกันไปอีกครู่แต่สุดท้ายรุ่นพี่หน้าดุจึงทำเสียง "อืม" ห้วนสั้น แล้วหันหลังออกเดินนำคนอายุน้อยกว่าไปยังอาคาร 4...
 
 
                เวลา 08.50 น. ใต้อาคาร 4 ชั้น

"สวัสดีอีกครั้งนะฮะ รุ่นพี่" ยกมือไหว้ "ขอผมแนะนำตัวก่อนนะฮะ ผมชื่อณัฐปกรณ์ พิรุนธา เป็นลูกครึ่งไทย - เกาหลี และมีชื่อภาษาเกาหลีว่าอีชางซอน" หยุดไปอีกครู่เพื่อเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้รุ่นพี่ผู้ยังคงทำหน้านิ่ง ตาดุเหมือนเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้่ยน "อย่างที่ผมบอกรุ่นพี่ว่าวันนี้ผมต้องสัมภาษณ์คนในโรงเรียนทั้งหมด 4 คน เพราะงั้นก็ขอความกรุณาด้วยนะฮะ...เริ่มที่ชื่อก่อนแล้วกัน รุ่นพี่ชื่อนามสกุลว่าอะไรฮะ?"

"ไวทยา วัฒนกุล" เสียงขรึมห้วนตอบกลับมาอย่างไม่มีการลังเล และแน่นอนว่า...ไม่เพิ่มเติมอะไรต่อจากคำถามด้วย นั่นทำให้รักแอบรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เหมือนจะอึมครึมแปลกๆ จนปลายนิ้วเรียวเผลอยกขึ้นปาดริมฝีปากตัวเอง 2 ทีติด

"รุ่นพี่ไวทยา วัฒนกุล ชื่อเล่นล่ะฮะ?"

"ไวท์" คำเดียว สั้น ห้วน กับสายตาคมดุที่จ้องมองอาการ 'ปาดปาก' ของรุ่นน้องแปลกหน้า...นิ่ง

"รุ่นพี่ไวท์ ไวทยานะฮะ แล้วรุ่นพี่ไวทยาเรียนชั้นไหน และสายการเรียนอะไรฮะ?"

"ม.6 ศิลป์ฝรั่งเศส" อีกครั้งที่ลักษณะการตอบคำถามของเด็กหนุ่มเหมือนจะแอบแฝงด้วยบรรยากาศเรียบ ตึงจนถ้าเป็นคนอื่นคงอดอึดอัดไม่ได้ ไหนจะสายตาคมดุซึ่งหาได้ละไปไหน แต่กลับคงจ้องมองอากัปกิริยาแปลกๆ ของเขาโดยไร้คำพูดใด "รุ่นพี่ไวทยามีกิจกรรมที่ชอบรึเปล่าฮะ อย่างเช่น...ฟุตบอล?"
 
"อืม" ตอบรับสั้นห้วนและไวทยาก็ไม่ได้คิดจะเบือนสายตาไปมองสิ่งรอบข้าง กระทั่ง ณัฐปกรณ์เผลอยกปลายนิ้วปาดเรียวปากด้วยความเคยชิน พลางสังเกตว่าแม้อีกฝ่ายไม่ได้ถาม หาก ดวงตาคู่นั้นกลับคงจ้องนิ่งที่เขาตลอดเวลา
 
เอาสิฮะ! อยากมอง...มองเถอะ~ ไม่เห็นต้องรู้สึกประหม่าอะไร อีกฝ่ายเป็นญาติรึ ก็ไม่ใช่! และถึงคนเป็นญาติเคยออกปากปรามยังปรามไม่สำเร็จเลย...เพราะรักยึดคติที่ว่า ตราบใดความชอบของเขาไม่ไปสร้างความเดือดร้อน ความเสียหายให้กับใคร เด็กหนุ่มจะยังคงมีสิทธิ 'เป็น' หรือ 'ทำ' ในสิ่งนั้นๆ ได้อย่างอิสระ เสรี

"รุ่นพี่ไวทยาเล่นฟุตบอลด้วย? อืมมม~ แล้วนอกจากนี้มีกีฬาอะไรที่รุ่นพี่เล่นอีกไหมฮะ?"
 
"..." เงียบ ไม่ตอบอะไรออกมาแสดงว่าไม่มี หรืออย่างไร? ถึงอย่างนั้นณัฐปกรณ์กลับไม่คิดถามย้อนเซ้าซี้ แต่ตัดสินใจเลือกเปลี่ยนคำถามเป็นอย่างอื่นแทน
 
"รุ่นพี่ไวทยามีำี่พี่น้องรึเปล่าฮะ? คือ...ผมเป็นลูกคนเดียวน่ะฮะ" บอกไปแบบนั้นเพราะเด็กหนุ่มคิดว่ากับคนตรงหน้า ถ้าอยู่ๆ ไปถามเรื่องส่วนตัวโดยไม่พูดบอกอะไรเลยอาจไม่ได้รับคำตอบกลับมาก็เป็นได้...แต่เมื่อเวลาผ่านไปครู่ณัฐปกรณ์กลับต้องทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
 
เพราะ "ฉันมีน้องสาวคนนึง" ทั้งน้ำเสียงทุ้มทอดอ่อนกับใบหน้าเข้มที่กำลังยิ้มข้างมุมปาก แม้เพียงนิดเดียวแต่กลับทำให้ดวงตาคู่ดุนั้นดูอ่อนโยนลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นเลยทำให้เด็กหนุ่มหน้าคมหวานเผลอปาดปากตัวเองแรงๆ ก่อนจะ...หน้าแดง
 
"เป็นอะไร" รู้สึกตัวอีกทีใบหน้าเข้มกับดวงตาคู่อ่อนแสงเลยเปลี่ยนเป็นดุขวางเหมือนเดิม มิหนำซ้ำ แววตาที่ไวทยามองเขายังแฝงไว้ด้วยความระแวงแปลกๆ จนเด็กหนุ่มรุ่นน้องต้องรีบส่ายหน้ารัว
 
"เปล่าฮะ ผม อ่าาา~ ร้อน ฮู้ววว~ อากาศมันร้อนๆ นะฮะ" ถึงจะถูกไวทยามองด้วยสายตาดุๆ แปลกๆ (คาดว่าอีกฝ่ายคงกำลังคิดทำนองว่า...ไอ้เด็กนี่ไม่น่าปกติ) แต่สุดท้ายณัฐปกรณ์ก็สามารถบังคับตัวเองให้ส่งยิ้มน้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นออกไปจนได้!
 
"แล้วน้องสาวของรุ่นพี่อายุเท่าไหร่เหรอ...ฮะ" ยังไม่ทันได้ถามจบคำณัฐปกรณ์กลับต้องทำน้ำเสียงสะดุด เมื่อพบว่าใบหน้าเข้มๆ ของคุณรุ่นพี่พลันเปลี่ยนเป็นโหด ดุ แถมดวงตาคู่นั้นยังบึ้งขวางแถมยังจ้องเขาเขม็งราวกับ...อ่าาา~ อยากจะต่อยผมเหรอฮะ รุ่นพี่?
 
"รุ่นพี่อย่าเข้าใจผิดนะฮะ ที่ถามแบบนี้ไม่ใช่เพราะผม...สนใจ น้องสาวของรุ่นพี่ คือผมเป็นลูกคนเดียวน่ะฮะ ก็เลย...แค่อยากลองถามเรื่องนี้ดู แต่ถ้ารุ่นพี่ไม่สะดวกที่จะตอบ ผมก็เข้าใจนะฮะ" ถึงจะทำน้ำเสียงสุภาพ จริงใจ หากใครจะรู้ว่าจริงแล้วณัฐปกรณ์กำลัง...คิดแบบนี้
 
โหยยยย~ รู้แล้วล่ะฮะ! รักรู้แจ่มแจ้งแก่ใจเลยว่ารุ่นพี่ไวทยาไม่สะดวกตอบ ฮึ~ ใครไม่รู้ก็บ้าเต็มทน!!
 
คนอะไรหวงน้องจนน่า...น่าอิจฉา! อย่าให้รักมีพี่ มีพี่น้องบ้างแล้วกัน~
 
"อ่าาา~ ปกติวันเสาร์ อาทิตย์รุ่นพี่ทำอะไรบ้างเหรอฮะ?" เพราะต้องการเปลี่ยนบรรยากาศกดดันให้ไปในทางที่ดีขึ้น เด็กหนุ่มเลยตัดสินใจเบี่ยงประเด็นการถามออกไปให้ไกลอีกนิด ทว่า
 
"..." เงียบ อ้าว? ไม่ตอบ ทำไมอ้ะ?? หรือว่าเรื่องจะไปไหน ทำอะไรในวันหยุดที่เขาทำมันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปจนตอบไม่ได้???
 
"อืมมมม~ ช่วงวันหยุดรุ่นพี่ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนบ้างเหรอฮะ? หรือ...ไปเรียนพิเศษ?" เอาน่า! ขอลองถามดูอีกครั้ง แต่ถ้าไม่ตอบจริงๆ เขาจะไม่เซ้าซี้แล้วก็ได้ เพราะมันเป็นสิทธิของรุ่นพี่ที่จะพูดหรือไม่พูดก็ได้ การจะไปโมโหเพียงเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมตอบคำถาม รักว่ามันออกจะเป็นการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพกันเกินไปนะฮะ
 
"ฉันไม่ชอบไปไหน เบื่อรถติด" คราวนี้ไวทยายอมตอบคำถามของหนุ่มรุ่นน้องด้วยน้ำเสียงห้วน แต่จริงจัง จนณัฐปกรณ์ที่ตั้งใจจะไม่เซ้าซี้ดันเผลอหลุดปากออกไปอีกจนได้
 
"แต่รถมันก็ไม่ได้ติดทุกวันไม่ใช่เหรอฮะ?" นอกจากจะกลับไปเงียบแล้ว ดวงตาคู่ดุที่จ้องใบหน้าคมหวานเขม็งยังทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกร้อนวาบ จนต้องเอ่ยพึมพำคำขอโทษออกมาโดยดี
 
"ขอโทษฮะรุ่นพี่ ผมไม่ไ้ด้ตั้งใจจะกวน...แค่อยากคุยกับรุ่นพี่ดีๆ แต่ถ้าคำพูดของผมมันไปทำให้รุ่นพี่ไวทยาไม่พอใจ" ยกมือไหว้ "ผมก็ขอโทษรุ่นพี่ไวทยาจริงๆ ฮะ" เพราะคำขอโทษและการยกมือไหว้ของอีกฝ่ายทำให้ใบหน้าดุดันค่อยคลายความเครียดลง
 
และหลังจากเงียบกันไปอึดใจหนึ่งณัฐปกรณ์เลยค่อยส่งยิ้มน้อยๆ ให้ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอีกครั้ง "รุ่นพี่ไวทยาว่ายน้ำเป็นรึเปล่าฮะ?"
 
เพราะอีกฝ่ายทำสีหน้าราวกับจะถามว่า ทำไมอยู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ (วะ) ณัฐปกรณ์เลยยิ้มน้อยๆ แล้วตอบออกไปว่า "ตอนมาสมัครเรียนครั้งแรกผมเห็นสระว่ายน้ำของรร.ลูกบาศก์ด้วยฮะ สระที่นี่สะอาดแล้วก็กว้างใช้ได้เลย เสียดายที่ผม...ว่ายน้ำไม่เป็น"
 
"ทำไมไม่หัด" ถามกลับเรียบๆ พลางจ้องอาการเผลอยกปลายนิ้วปาดปากของอีกฝ่ายนิ่ง จะว่ารำคาญรึ...ก้อ...มั้ง?
 
"ผมพยายามจะหัดแล้วฮะ แต่รุ่นพี่ไวทยาเชื่อไหม? ว่ายน้ำเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ผมไม่สู้เลยฮะ! ผมไม่ได้กลัวน้ำนะ แต่มันว่ายไม่ได้จริงๆ พยายามแล้วก็ยังไม่ได้ เพราะงั้น ผมเลยตัดสินใจว่าไำม่ฝืนตัวเองดีกว่า" เงียบไปครู่แล้วณัฐปกรณ์จึงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้า น้ำเสียงจริงจัง
 
"คนเราจะให้เก่งไปซะทุกอย่าง มันก็ไม่ได้ใช่ไหมฮะ? เรื่องบางเรื่องต่อให้พยายามแค่ไหน แต่ถ้ามันฝืนตัวเองเกินไป เราก็ต้องหยุด...ต้องรู้ขีดจำกัดตัวเอง รุ่นพี่คิดแบบนั้นไหมฮะ?" หันกลับไปจ้องตากับคนที่มองเขาไม่ละไปไหน เพื่อรอฟังคำตอบอีกอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมา
 
"อืม จะคิดแบบนั้นก็ได้ มันเป็นสิทธิของนาย" ถ้าเป็นคนอื่นอาจตอบประโยคคำถามของเขายาวกว่านี้ แต่เพราะเป็นรุ่นพี่หน้าโหด ตาดุ ผู้พูดน้อย และ...คงต่อยหนัก ณัฐปกรณ์เลยทำได้เพียงยิ้มรับอย่างสุภาพ อย่างน้อยรุ่นพี่ไวทยาก็ยอมตอบความคิดเห็นของเขา แต่ถ้าสนิทกันมากกว่านี้แล้วได้มานั่งคุยกันยาวๆ อีกทีคงจะดีเหมือนกัน
 
"ถ้างั้น ผมไม่รบกวนรุ่นพี่แล้วดีกว่า ขอบคุณรุ่นพี่ไวทยาที่ช่วยผมทั้งเรื่องฟุตบอลแล้วก็สอบสัมภาษณ์ ขอบคุณจริงๆ นะฮะรุ่นพี่"

"อืม" ยินเสียงทุ้มขรึมตอบรับสั้นห้วน ก่อนร่างสูงแข็งแรงจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกไป โดยมีสายตาของณัฐปกรณ์มองตามด้วยความรู้สึกทั้งขำระคนทึ่ง หาก เมื่อนึกย้อนไปตอนที่อีกฝ่ายเผลอทำสีหน้า แววตาอ่อนโยนออกมา...
 
"ย่าห์!! แล้วจะหน้าแดงทำบ้าอะไรวะ ฮื้ออออ~!"  คิดพลางอดด่าตัวเองด้วยความโมโหไม่ได้ ไม่ เข้าใจเล๊ยยย~ ทำไมชอบมีอาการบ้าๆ แบบนี้กับผู้ชายด้วยกัน...ย่าห์!! รักไม่ได้ชอบผู้ชายนะ ผู้หญิงอายุมากกว่าต่างหากที่รักชอบ ฮึ้ยยยย~
 
 
 
 
 
                เวลา 09.05 น. : ในอาคาร 4

(ภาษาเกาหลี) "เว่~ พี่อิลยอง ไม่เห็นต้องโวยวายขนาดนั้นเลยฮะ รักบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร ทำไมพี่ไม่เชื่อกันบ้างเลย?" อาจพราะยังรู้สึกแปลกๆ กับเหตุการณ์ตอนสัมภาษณ์รุ่นพี่ไวทยา บวกกับโดนคนปลายสายโวยวายใส่ใบหน้าคมหวานเลยเริ่มออกอาการบึ้งเจือเหวี่ยง ต่อเมื่อเจ้าตัวหยุดเงียบไปนานกว่าปกติจึงทำให้หนุ่มเกาหลีเริ่มรู้สึกตัว สุดท้าย น้ำเสียงทุ้มนุ่มเลยเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน งอนง้อ..กระทั่ง

รอยยิ้มขำระคนเจ้าเล่ห์นั้นระบายอยู่สองข้างแก้มพร้อมกับปลายนิ้วที่ปาดเรื่อยระริมฝีปากด้วยความคุ้นชิน หาก เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้เอ่ยคำตอบรับ สองขาก็พามาหยุดอยู่หน้าห้องนาฏศิลป์ซึ่ง...ร้างไร้ผู้คน ภายในห้องกว้างข้างฝาติดกระจกใสสะท้อนเงาสลัวทึม ด้วยไฟนีออนในห้องนั้นถูกเปิดทิ้งไว้เพียงดวงเดียว ยิ่งเมื่อบวกรวมกับควันธูปที่ลอยเป็นสายจากตั่งบูชาศีรษะ 'พ่อแก่' ก่อให้เกิดบรรยาศยิ่งดูขรึมขลัง
 
พลัน! เสียงที่เงียบหายไปอย่างกระทันหันทำเอาดวงตาคู่สีน้ำตาลอ่อนต้องเบิกกว้าง มือสั่น เมื่อพบว่าหน้าจอมือถือดับไป และเมื่อพยายามติดต่อหาอีกฝ่ายกลับพบว่ามือถือของตนขีดคลื่นสัญญาณลดหายไป อย่างไม่ทราบสาเหตุ! แต่ในขณะที่ณัฐปกรณ์กำลังพยายามรวบรวมสติ หางตากลับ 'วาบ' เงาบางอย่างที่ทำให้หัวใจไหววูบ
 
เงาใคร? ในห้องไม่มีใครสักหน่อย!!
 
ไม่เอา! อย่าคิดมาก!! อย่าจินตนาการไปเองแบบนี้...มันไม่มีอะไร ไม่มี
 
"อ่ะ!" ชั่วขณะหนึ่งหัวใจที่บีบรัดทำให้ภาพอดีตเมื่อตอนตนเป็นเด็ก แล้วพลัดหลงกับครอบครัวพลันแล่นเข้าสู่ห้วงสมอง...สายตาเฉยชาดั่งคนแปลกหน้าทอดมองเด็กน้อยซึ่งเดินสะเปะสะปะอยู่กลางถนน สำเนียงเสียงต่างชาติฟังคุ้นแต่ไม่อาจเข้าใจอึงอลอยู่รอบข้าง
 
และ กรอบลิฟต์สี่เหลี่ยมนั้นมืดมิดขนาดยื่นปลายนิ้วออกไปตรงหน้า ยังเห็นได้เพียงลางเลือน ความแคบที่ค่อยบีบรัด กดอัด จนลมหายใจขาดห้วง ต่อให้ร้องเรียกขอความช่วยเหลือจนเสียงแหบก็ไม่มีใครได้ยิน...ทุกอย่าง กำลังย้อนกลับคืนให้ร่างสูงโปร่งขาอ่อน ต้องทรุดนั่งงอตัวพลางหอบหายใจสะท้านถี่
 
ช่วยด้วย พ่อฮะ แม่ฮะ...ใครก็ได้ ช่วยด้วย!!
 
"หนูจ๊ะ หนู! ตายจริง!" ยินเสียงอุทานแว่วมาเข้าหู แล้วเด็กหนุ่มหน้าคมหวาน หาก เผือดซีดจนแทบไร้สีเลือดจึงเงยมองใบหน้างามราวนางในวรรณคดี กับดวงตาที่กำัลังก้มลงมองตนด้วยความเมตตา ห่วงใย...พร้อมสติที่ค่อยกลับคืนมาอย่างเชื่องช้า
 
"ไม่เป็นไรแล้วนะจ๊ะ ค่อยๆ หายใจช้าๆ แบบนั้นล่ะ...ดีมากค่ะ เด็กดี" ใช้เวลาครู่หนึ่งณัฐปกรณ์จึงกลับมาหายใจได้ตามจังหวะปกติ แล้วร่างโปร่งสูงเลยยันตัวลุกโดยมีหญิงสาวผู้มีกิริยางามสง่า ถอดแบบหญิงไทยในวรรณคดีค่อยแตะเรียวนิ้วลงกับต้นแขนขาวราวกับจะช่วยประคอง
 
"ขะ ขอบคุณฮะ ผมไม่...ไม่เป็นไรแล้วฮะ" พูดพลางณัฐปกรณ์ที่รู้สึก 'เสียหน้า' อยู่บ้างเลยก้มลงกำมือถือเครื่องสีเขียวเข้มกับสมุด ปากกาของตัวเองจนแน่น กระทั่ง เด็กหนุ่มค่อยเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก่อนจะประนมมือไหว้หญิงสาวสวยสง่าด้วยความ ขอบคุณจริงใจ
 
เพราะถึงจะอายแค่ไหนแต่คุณผู้หญิงตรงหน้าก็ถือเป็นผู้มีพระคุณของเขา
 
"หนูไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหมคะ อยากให้ครูลงไปที่ห้องพยาบาลเป็นเพื่อนรึเปล่า" ครู? ผู้หญิงสวยสง่าที่เข้ามาช่วยเขาเอาไว้คือคุณครูงั้นเหรอ? พอรู้อย่างนั้นแล้วณัฐปกรณ์เลยหันไปส่งยิ้มให้หญิงสาวพลางพูดว่า
 
"ไม่เป็นไรฮะ คุณครู อ่าาา~ ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป...ผมเป็นนักเรียนเข้าใหม่ จะขอสัมภาษณ์คุณครูไ้ด้ไหมฮะ?"
 
"ได้สิคะ ถ้าอย่างนั้นครูว่าเราออกไปคุยกันข้างนอกดีไหม อากาศด้านนอกดีกว่าด้านใน หนูจะได้รู้สึกดีขึ้นนะคะ" พูดพลางคุณครูสาวจึงส่งยิ้มที่ณัฐปกรณ์มองว่าทั้งเจิดจ้าและงดงามราวแสงอาทิตย์ให้ และนั่นทำเอาความรู้สึกเสียหน้าที่เกิดขึ้นค่อยสลายหายไปในที่สุด
 
"คุณครูฮะ ขอบคุณจริงๆ นะฮะ" ยกมือไหว้ด้วยความขอบคุณอีกครั้ง แล้วณัฐปกรณ์จึงเดินตามหลังคุณครูสาวออกไปจากหน้าห้องนาฏศิลป์...โดยไม่ยอม หันหลังกลับมามองอีก!
 
                เวลา 09.10 น. : อาคาร 5 ห้องพักครู

"สวัสดีค่ะ ณัฐปกรณ์ ครูชื่อเอกธิดา แจ่มกรุณาค่ะ"

"สวัสดีฮะ ครูเอกธิดา ไม่ทราบว่าครูเอกธิดาสอนวิชาอะไรเหรอฮะ?" หลังจากแนะนำตัวกับคุณครูและขออนุญาตหยิบเอาแว่นตากรอบเขียวน้ำทะเลมาสวม ท่าทางของณัฐปกรณ์จึงเปลี่ยนเป็นอาการตั้งใจกับการสัมภาษณ์ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด

"ครูสอนวิชาภาษาไทยค่ะ ณัฐปกรณ์" พูดเสียงเรียบหวานพลางครูเอกธิดาเลยยิ้มนิดๆ ให้กับท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไปของเด็กหนุ่มตรงหน้า

"ภาษาไทยเหรอฮะ? ผมก็ชอบวิชานี้มากเหมือนกันฮะ" อาจเพราะความประทับใจแรกของณัฐปกรณ์ต่อครูเอกธิดามีอยู่ค่อนข้างมาก บวกกับวิชาที่อีกฝ่ายสอนยังเป็น 1 ในวิชาโปรด จึงทำให้เด็กหนุ่มมีอาการยิ้มแย้ม ผ่อนคลาย และกระตือรือร้นกับการพูดคุยนี้
 
ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป การซักถามลงลึกถึงด้านการเรียนและทำงานของเด็กหนุ่ม ทำให้เขาได้รู้ถึงประวัติตั้งแต่คณะที่คุณครูจบมา จนถึงการทำงานก่อนครูเอกธิดาจะมาเป็นคุณครูประจำโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ นั่นคือ...

"ครูเคยทำงานสายข่าวมาก่อนค่ะ ทั้งเป็นนักข่าวฝึกหัด และเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬา แต่หลังจากนั้นครูก็มาสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง..." ด้วยน้ำเสียง กิริยา และท่าทางงามสง่าราวกับนางในวรรณคดี แท้จริงแล้วแอบแฝงไปด้วยความเก่งและประสบการณ์ทั้งจากการศึกษาและเรียนรู้ นั่นยิ่งทำให้ณัฐปกรณ์รู้สึกทึ่ง ชื่นชมครูเอกธิดามากจนอดออกปากไม่ได้
 
"คุณครูเก่งจังเลยฮะ ถ้าครั้งหน้าผมจะขอรายละเอียดเรื่องคณะที่ครูเอกธิดาเรียนจบมาอย่างละเอียดกว่านี้ได้ไหมฮะ? ผมคิดว่าคณะที่ครูเอกธิดาเรียนน่าสนใจมาก แล้วผมก็ชอบงานสายข่าวซึ่งคุณครูเคยทำด้วยฮะ"

"ได้สิคะณัฐปกรณ์ ครูยินดีให้ข้อมูลหนูทุกเมื่อเลยค่ะ" เพราะเห็นกิริยากระตือรือร้นระคนอ้อนน้อยๆ ของเด็กหนุ่ม ครูเอกธิดาเลยตอบรับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเจือความเอ็นดู ก่อนที่ณัฐปกรณ์จะเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปเรื่องกิจกรรมหรืองานอดิเรกของครูสาว
 
และไม่รู้ว่าเขาควรแปลกใจดีหรือไม่เมื่อพบว่าครูเอกธิดานั้นมีความถนัดในด้านการเล่นดนตรีไทย...ซึ่งเป็นอีก 1 ในกิจกรรมที่เด็กหนุ่มให้ความสนใจในฐานะดนตรีที่เด็กไทยควรรู้จักและอนุรักษ์ไว้ "ถ้าอย่างนั้นณัฐปกรณ์ก็ชอบดนตรีไทยเหมือนกันใช่ไหมคะ"
 
ที่ถามอีกฝ่ายกลับแบบนั้นเพราะครูเอกธิดาคิดว่าการที่ณัฐปกรณ์ไปอยู่ หน้าห้องนาฏศิลป์ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์บังเอิญ เพราะขณะที่เดินลงมาจากอาคาร 4 ด้วยกันเด็กหนุ่มเป็นฝ่ายเสนอสถานที่สัมภาษณ์เป็น 'อาคาร 5 ห้องพักครู' ถ้าไม่ศึกษาแผนที่โรงเรียนมาอย่างดี มีหรือที่ณัฐปกรณ์จะเอ่ยปากออกมาได้แม่นยำแบบนี้?
 
...แต่สาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มมีท่าทาง 'หวาดกลัว' ห้องนาฏศิลป์ที่ตัวเองเป็นคนเดินเข้าไปเองนั้น เธอคิดว่าน่าจะมาจาก 'บรรยากาศ' มากกว่า 'ตัวสถานที่'
 
และอีกสาเหตุซึ่งทำให้ึครูเอกธิดาคิดว่าณัฐปกรณ์ก็ชอบดนตรีไทยเหมือนกัน คงเป็นเพราะสีหน้า แววตา และกิริยากระตือรือร้น ร่าเริงของเด็กหนุ่มยามพูดถึงเรื่องด้วยกระมัง...
 
"ฮะ คุณครู ที่จริงผมชอบฟังเพลงไทยพอๆ กับที่ฟังเพลงเกาหลี ญี่ปุ่นเลยฮะ ครูเอกธิดาอาจจะคิดว่ามันแปลก..." ว่าพลาง เด็กหนุ่มเลยหันไปให้ความสนใจกับกิริยาของครูสาว แต่เมื่ออีกฝ่ายส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะแปลกใจแต่อย่างใด ณัฐปกรณ์จึงเล่าความรู้สึกของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นเดียวกับเมื่อครู่

"ผมคิดว่าดนตรีไม่ควรมีการแบ่งแยกเชื้อชาติหรือภาษาหรอกฮะ การที่เด็กไทยจะฟังเพลงเกาหลี ญี่ปุ่น พร้อมกับเพลงลูกทุ่งหรือสุนทราภรณ์เก่า สำหรับผมมันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่ผมเชื่อในเรื่องการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยนะฮะ...เราจะคลั่งไคล้ต่างชาติมากแค่ไหน นั่นคือสิทธิที่ไม่ควรมีใครห้าม" หยุดไปครู่ แล้วเด็กหนุ่มจึงพูดต่อประโยคยืดยาวด้วยสีหน้า น้ำเสียงจริงจัง

"แต่ถ้าวันไหนเด็กไทยลืมรากเหง้าวัฒนธรรมของชาติตัวเอง และยอมให้ต่างชาติกลืนกินความเป็นไทยไปจนหมดสิ้น ก่อนที่พวกผู้ใหญ่จะแก้ไขปัญหาด้วยการแทรกแซงอย่างรุนแรง...ซึ่งผมคิดว่ามัน เป็นการแก้ไขปัญหาตรงปลายเหตุ 'ทุกคน' ควรร่วมมือกัน ย้อนกลับไปคิดและพิจารณาให้ดีว่าเพราะอะไรเด็กไทยถึงยอมให้คนประเทศอื่นมามีอิทธิพลต่อตัวเองมากขนาดนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่ว่าเป็นเพลงไทยแล้วจะควรค่าแก่การอนุรักษ์ไปซะหมดนะฮะ

"เพลงไทยที่ก๊อปปี้เพลงเกาหลีโดยอ้างว่า ทีเกาหลียังก๊อปปี้ชาติอื่นมาอีกที...หรือแม้แต่เพลงลูกทุ่งที่ไม่ไพเราะ สละสลวย และมีเนื้อความอ่อนหวาน งดงาม กินใจเหมือนสมัยก่อน...บางทีสองสิ่งนี้อาจสำคัญมากกว่าคำว่า เพราะเวลาเปลี่ยน แนวเพลงที่เด็กวัยรุ่นชอบฟังถึงได้เปลี่ยน...อ่าาาา~ สงสัยผมจะพูดยาวเกินไป ที่จริงผมควรเป็นคนสัมภาษณ์ ไม่ใช่ให้ครูเอกธิดาต้องมานั่งฟังผมบ่นแบบนี้...ขอโทษนะฮะคุณครู"

พอรู้สึกตัวอีกทีณัฐปกรณ์เลยอดรู้สึกเกรงใจคุณครูผู้กำลังนั่งฟังเขาพูดอย่างตั้งใจมานานไม่ได้ ทว่า ครูเอกธิดากลับทำเพียงส่งยิ้มอ่อนหวานเจือความชื่นชม เอ็นดู ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่เปลี่ยน "ครูยินดีที่ได้รับฟังความเห็นของหนูนะคะ ณัฐปกรณ์ และครูเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะรับฟัง 'เสียง' ที่หนูพูดออกมา เอาเป็นว่า...ครั้งหน้า ถ้ามีเวลาครูยินดีคุยกับหนูในเรื่องนี้ และเรื่องอื่นๆ ซึ่งหนูสนใจอีกนะคะ"

"ขอบคุณมากฮะครูเอกธิดา ถ้าอย่างนั้น..." เพราะจับได้ถึง 'นัยยะ' ในคำพูดของคุณครูบวกกับการเหลือบตาดูนาฬิกาที่ข้อมือ ณัฐปกรณ์จึงรู้สึกตัวว่ากำลังจะใช้เวลาในการสัมภาษณ์เกินกว่าที่กำหนดแล้ว
 
"ขอบคุณครูเอกธิดามากๆ เลยฮะ ที่กรุณาเล่าอะไรให้ผมฟังเยอะเลย ถ้ามีโอกาสผมอยากขอมาคุยกับคุณครูอีกนะฮะ" หลังจากยกมือไหว้คุณครูสาวผู้ทั้งช่วยเหลือและถ่ายทอดประสบการณ์อันน่าสนใจ ให้เขาฟังด้วยความเคารพจากใจจริงแล้ว ณัฐปกรณ์จึงขออนุญาติเดินออกมาจากห้องพักครูนั้นหลังเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง พอดี!

และแน่นอนว่าเด็กหนุ่มก็ไม่ลืมเปิดโทรศัพท์ก่อนกดต่อสายกลับไปยังชายหนุ่มเกาหลีซึ่งรอเขาอยู่แล้วอย่างใจจดใจจ่อ! (ภาษาเกาหลี) "ชางซอนงี่ หายไปไหนมาตั้งครึ่งชั่วโมง! พี่เป็นห่วงนายมากนะ รู้ไหม? อยู่ๆ นายก็วางสายไปไม่บอกอะไรพี่เลย...นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม? ชางซอนงี่"

"ขอโทษฮะ พี่อิลยอง เมื่อกี๊มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นนิดหน่อย...แต่รักไม่เป็นไรจริงๆ แถมรักยังโชคดีได้เจอกับคุณครูท่านหนึ่ง ชื่อครูเอกธิดา ครูเอกธิดาทั้งสวย สง่า กิริยามารยาทเรียบร้อย งดงามมากๆ เลยนะฮะ ที่สำคัญ...คุณครูเป็นคนเก่ง ใจดี แล้วก็งามทั้งภายนอก ภายในด้วยฮะพี่อิลยอง" ท่าทางณัฐปกรณ์จะ 'ติดใจ' ครูสาวจนลืมเหตุการณ์ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับตัวเองไปซะแล้ว
 
 
 
 
 
               นั่นทำให้อิลยองต้องฟังเด็กหนุ่มที่เขาสนิทพูดชมครูเอกธิดาไปอีกครู่ใหญ่ๆ จนกระทั่ง เวลา 09.45 น. : อาคาร 3 ห้องดนตรีสากล

"...อ๊ะ! พี่อิลยอง ในห้องดนตรีสากลมีคนอยู่ด้วยฮะ รักได้ยินเสียงลอดออกมา งั้นรักวางสายก่อนนะฮะ" คราวนี้เด็กหนุ่มรอจนอีกฝ่ายทำเสียงตอบรับจึงได้กดปุ่มวางสาย จากนั้น ร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนเรียบร้อยก็มองเข้าไปยังต้นเสียงซึ่งดังลอดออกมา จากห้องที่มีป้ายบอกว่าเป็น 'ห้องดนตรีสากล' ทว่า ภาพที่เห็นกลับทำเอาเด็กหนุ่มต้องทำตาโตด้วยความงุนงงระคนคาดไม่ถึง

ก็ไอ้เสียงที่มันดังออกมานั้นหาใช่เครื่องดนตรีกำลังบรรเลงเพลง แต่กลับกลายเป็น...เสียงของตะปูกำลังถูไถกับสายกีต้าร์ต่างหาก! "อ่าาา~ ขอโทษฮะ ไม่ทราบว่าคุณเป็นบุคลากรของโรงเรียนนี้รึเปล่าฮะ?"

เพราะ เสียงทักของณัฐปกรณ์จึงทำให้ชายหนุ่มในชุดช่างเครื่องผู้มีใบหน้าและบุคลิก ภายนอกบางอย่างละม้ายคล้ายตัวการ์ตูนในหนังสือซึ่งรักชอบอ่าน ค่อยละมือจากสิ่งที่ตนกำลังทำ พลางหันกลับมาให้ความสนใจกับเด็กหนุ่ม
 
ทว่า หลังจากนิ่งไปครู่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับตอบออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ และท่าทางจริงจัง "ไม่ใช่ครับ ผมเป็นทีมงานมาซาวด์เชคให้น้องๆ พอดีโรงเรียนจะมีงานคอนเสิร์ตแสดงโดยคนในชมรมดนตรีน่ะ"

"...เหรอฮะ?" ขณะที่รักกำลังลังเล ชายหนุ่มผู้มีเคราปลายคางน้อยๆ รับกับใบหน้าคมเข้มจึงส่งยิ้มให้พลางพูดด้วยท่าทางเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

"ล้อเล่น พี่เป็นบุคลากรของโรงเรียนนั่นล่ะครับ น้องเป็นนักเรียนใหม่เหรอ" ที่ถามออกไปแบบนั้นเพราะชายหนุ่มค่อนข้างแน่ใจว่าไม่เคยเห็นนักเรียนที่มี รูปร่าง ลักษณะแบบคนตรงหน้ามาก่อน...แล้วก็จริงอย่างที่คิดไว้

"ใช่ ฮะ ไม่ทราบว่าพี่กำลังยุ่งอยู่รึเปล่า? ผมจะขอรบกวนเวลาสัมภาษณ์พี่สักครู่ได้ไหมฮะ?" พออีกฝ่ายพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มบ่งบอกความเป็นคนอารมณ์ดี ณัฐปกรณ์เลยยกมือไหว้ขอบคุณก่อนเดินเข้ามาแนะนำตัวแล้วจึงค่อยเริ่มการ สัมภาษณ์

"พี่ชื่อรอน รรรรรร ปิยะวัฒนกูล เรียกว่าพี่รอนเถอะครับ เวลาเขียนชื่อพี่ก็ไม่ยากแค่เอาตัวร.เรือมาต่อกัน 6 ตัวเท่านั้นเอง" ด้วยความที่ชื่อของพี่รอนค่อนข้างแปลก ทำให้ณัฐปกรณ์รู้สึกสนใจและแอบจำว่าต้องหาเวลาไปค้นความหมายของชื่อ ระ-รน-รอน แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มต้องการรู้มากกว่า ว่า...

"เมื่อครู่ พี่รอนกำลังทำอะไรอยู่เหรอฮะ?" พอฟังคำถามที่ไม่บ่งบอกความอยากรู้อยากเห็นจนเกินพอดีจากเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่า ชายหนุ่มชื่อแปลกจึงเผยรอยยิ้มน้อยก่อนตอบออกไปเพียง "...แค่ทดลองอะไรบางอย่างครับ"

นั่นทำให้คำถามต่อไปของเด็กหนุ่มออก มาในรูปแบบของ... "พี่รอนทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคุณครูสายวิทยาศาสตร์หรือสายดนตรี อะไรแบบนี้รึเปล่าฮะ?"

"เปล่าครับ พี่เป็นช่างเครื่อง ปกติพี่ก็ทำหน้าที่ซ่อมแซมพวกอุปกรณ์ ของใช้ต่างๆ ในโรงเรียนที่ชำรุด เสียหายน่ะครับ" ไม่ทราบว่าเป็นเพราะคำถามของเด็กหนุ่มทำให้รู้สึกขำ พอใจ หรืออย่างไร? พี่รอนเลยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะน้อยๆ จนณัฐปกรณ์ต้องยิ้มตาม พลางเลื่อนละสายตาไปตามสิ่งที่อีกฝ่ายอาจจะกำลังซ่อม...กระทั่ง

"...จริงด้วยฮะ! กีต้าร์ตัวนี้ด้านหลังมีรอยแตก ถ้าอย่างนั้นก็คงเล่นไม่ได้แล้วใช่ไหมฮะ?" ถามพลางรักเลยยกปลายนิ้วขึ้นปาดปากพลางอดรู้สึกเสียดายแทนเจ้าของกีต้าร์ไม่ ได้ ด้วยความเป็นคนรักเสียงเพลงทำให้เด็กหนุ่มเผื่อแผ่ความรู้สึกไปถึงเครื่อง ดนตรีทุกชิ้นด้วย
 
เพราะรักเชื่อว่าเพลงที่ดีเกิดขึ้นได้ด้วยผู้เล่นและอุปกรณ์นั้นๆ ในขณะเดียวกันถ้าคนเล่นเก่งแต่ไม่รู้จักการใช้งานหรือรักษาเครื่องมือของตน เสียงเพลงที่ได้ก็อาจจะออกมาไม่ไพเราะเช่นเดียวกัน

"ไม่หรอกครับ ถ้าเอาไปซ่อมดีๆ เจ้ากีต้าร์ตัวนี้จะกลับมาใช้งานได้ดีเหมือนเดิม แต่ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด ชิ้นส่วนบางอย่างของมันเรายังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานอื่นได้นะครับ" คำพูดยิ้มๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความจริงจังของพี่รอน ยังผลให้เด็กหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย ก่อนส่งยิ้มสุภาพแต่แฝงความชื่นชมไปให้
 
เพราะรักว่าแนวคิดของพี่รอนนั้นดีมากๆ หาก หลายคนกลับทำลืมไปอย่างง่ายดายและน่าเสียดายเป็นที่สุด
 
"นอกจากงานช่างเครื่องแล้ว พี่รอนมีงานอดิเรกอะไรที่ชอบทำอีกไหมฮะ?"
 
...เท่าที่ฟังพี่รอนเล่ามาเขาคิดว่าชายหนุ่มน่าจะมีความชอบและเชี่ยวชำนาญในเรื่องทางวิทยาศาสตร์กับการประดิษฐ์มากพอสมควร
 
เพราะมีตอนหนึ่งพี่รอนเล่าให้รักฟังด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า 'พี่รอนชอบความรู้สึกตอนซ่อมอุปกรณ์อย่างหนึ่ง แล้วถูกไฟฟ้าอ่อนๆ ช๊อตจนสะดุ้ง'
 
กับ 'พี่รอนเคยช่วยนักเรียนประกอบอุปกรณ์บางอย่างด้วยเศษไม้หรือเหล็กที่เหลือใช้อยู่บ่อยๆ'
 
แต่พอถามลงรายละเอียดลึกไปอีกนิด ชายหนุ่มกลับตอบด้วยคำซึ่งฟังแล้วไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกพิเศษจนถึงขั้นโอ้อวดตัวเองเลยสักนิด "พี่ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ที่น้องๆ มาขอให้ช่วยคงเพราะเห็นว่าพี่เป็นช่างเครื่อง มีอุปกรณ์เครื่องมือพร้อม แล้วที่พี่ทำมันก็ไม่ได้ยากอะไร ถ้าลองได้ศึกษาแล้วก็ลงมือทำบ่อยๆ ก็จะทำได้เองล่ะ"
 
นั่นทำให้ณัฐปกรณ์อดรู้สึกชอบในความคิด และวิธีการแสดงออกของพี่รอนขึ้นอีกไม่ได้ หาก ด้วยยังไม่สนิทสนมกันเด็กหนุ่มจึงทำเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ พลางตัดสินใจเบี่ยงประเด็นไปยังเรื่องที่เขาตั้งใจจะถามกับทุกคนที่ตนขอ สัมภาษณ์ "นอกจากงานอดิเรกแล้วพี่รอนมีกิจกรรมโปรดไหมฮะ? อย่างเช่นดนตรี กีฬา..."
 
ที่ต้องถามเรื่องนี้เพราะณัฐปกรณ์คิดว่าหลังจากเ้ข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนลูกบาศก์ คนที่เขาจะเปิดใจเข้ามาทำความรู้จัก อันดับแรกๆ นอกจากคนที่รู้สึกถูกชะตา หรือสนใจโดยไม่มีเหตุผลแล้ว (รักเรียกความรู้สึกแบบนี้ว่า Like at first sight ฮะ ฮ่าๆ แต่คนแบบที่ว่าอ้ะ~ มีอยู่น้อยเหมือนกันนะฮะ) ก็ต้องเป็นใครสักคนที่มีความชอบ ความสนใจในกิจกรรมเดียวกัน
 
...เพราะตอนอยู่รร.เก่า รักก็เลือกเข้าหาเพื่อน / รุ่นพี่ด้วยเหตุผลแบบนี้แหละฮะ
 
"พี่ชอบฟังเพลงลูกทุ่งครับ ส่วนพวกกีฬา พี่เล่นตะกร้อมานานแล้ว แต่บาสเพิ่งมาได้สักพัก เพราะมีเจ้าน้องๆ นักเรียนที่สนิทกันชวนไปเล่นตอนหลังเลิกเรียนบ่อยๆ ครับ" ฟังจากน้ำเสียงของพี่รอนแล้ว นอกจากความสุขที่ได้ทำกิจกรรมโปรด ชายหนุ่มคงชอบช่วงเวลาที่ได้อยู่กับกลุ่มนักเรียนที่ตนสนิทด้วย
 
และนั่นทำให้ณัฐปกรณ์อดคิดขึ้นมาไม่ได้...ถ้ารักได้เข้ามาเป็นนักเรียนที่นี่จริง พี่รอนกับพวกรุ่นพี่จะยินดีรับสมาชิกใหม่เข้าไปเล่นในทีมบาสเก็ตบอลด้วยรึเปล่าน๊า?
 
"แล้วน้องล่ะ ชอบเล่นกีฬาอะไรบ้างรึเปล่าครับ" ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เด็กหนุ่มกลับต้องนึกแปลกใจเมื่อคนตรงหน้าเอ่ยปากถามเขาเรื่องกีฬา...ซึ่ง มันก็เข้าทางพอดี~
 
"ฮะ ผมก็ชอบเล่นบาสเหมือนกัน" พอได้ยินคำตอบรับค่อนข้างกระตือรือร้น พี่รอนเลยส่งยิ้มกว้างให้กับหนุ่มรุ่นน้อง พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
 
"ถ้าไ้ด้เข้ามาเป็นนักเรียนที่นี่จริงก็ลองแวะมาที่สนามบาสดูสิครับ ส่วนใหญ่พวกพี่จะเล่นบาสกันตอนเย็น หลังเลิกเรียน ที่โรงเรียนนี้มีคนเล่นบาสเก่งๆ อยู่พอสมควรเลยนะ"
 
"ผมเข้าไปเล่นบาสกับพี่รอนแล้วก็พวกรุ่นพี่ได้เหรอฮะ?" แม้จะรู้สึกดีใจที่อีกฝ่ายออกปากชวน แต่เพราะไม่อยากให้พี่รอนคิดว่าตัวเอง 'ใจง่าย' เด็กหนุ่มเลยแสร้งทำเป็นถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้า ท่าทางราวกับไม่ค่อยจะมั่นใจเท่าไหร่
 
ทั้งที่จริงแล้ว ใจ รักมันไปอยู่สนามบาสแล้วล่ะฮะ แฮ่~
 
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ ถ้าน้องชอบเล่นบาสจริง จะเข้ามาขอแจมกับพวกพี่ก็ได้ แต่...น้องต้องเข้ามาเ้ป็นนักเรียนที่นี่ให้ได้ก่อนนะ" น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของพี่รอนยังผลให้ณัฐปกรณ์เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ
 
เออ~! พี่รอนก็พูดถูก แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกขำตัวเอง...เหมือนกำลังโดนอำ โดนแซวนิดๆ
 
"ปกติพี่รอนเล่นบาสกันกี่คนเหรอฮะ" พอได้คุยเรื่องบาสแล้วเลยอดถามต่อไปอีกนิดไม่ได้ เพราะอยากรู้ด้วยล่ะว่ากลุ่มของพี่รอนนั้นมีกันมากแค่ไหน
 
"เอ จะว่าไปแล้วกลุ่มที่ชอบเล่นบาสด้วยกันก็มีอยู่ 5 - 6 คนนะ แต่พวกนั้นก็จบกันไปปีนี้แล้วด้วยสิ" อ้าว! ถ้าจบไปปีนี้แล้วยังไงต่อล่ะฮะ? อย่างงี้ก็แสดงว่ากลุ่มที่เล่นบาสด้วยกันก็ไม่เหลือแล้วน่ะสิ?
 
"อ่าาา~ แล้วไม่มีกลุ่มอื่นที่พี่รอนเล่นบาสด้วยเหรอฮะ นอกจากพวกรุ่นพี่ที่จบไปปีนี้?" คำถามของณัฐปกรณ์ทำให้ชายหนุ่มหน้าเข้มเผลอย้อนคิดไปถึงช่วงเวลาที่เจ้าเด็ก ม.6 รุ่นนี้ยังอยู่
 
มีเหตุการณ์มากมายที่ผ่านเข้ามาทำให้เขากับเด็กพวกนั้นได้รู้จัก สนิทสนม แต่กับบางคน...จนถึงตอนนี้ก็ยังหาเหตุผลไม่ค่อยได้ว่าทำไมถึงเป็นคนแบบนั้น
 
ยิ่งคิด...เลยยิ่งคิดถึง
 
จะจบกันไปปีนี้แล้วสินะ...เหงาเหมือนกันแฮะ
 
เห็นสีหน้า แววตาของพี่รอนแล้ว เด็กหนุ่มหน้าคมหวานเลยรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกๆ อยู่แถวลำคอ พูดไม่ออกต่อไม่ออกเลย เพราะ...อ่าาา~ เข้าใจความรู้สึกของพี่รอนเลยฮะ เพราะตอนรักกำลังจะจบม.3 จำได้ว่ากอดคอร้องไห้กับพวกเพื่อนๆ อยู่นานเหมือนกัน
 
"พอเรียนจบแล้ว ต่างคนก็คงต้องแยกย้ายกันไป ไม่มีเวลาได้กลับมาพูดคุยหรืออยู่ด้วยกันเหมือนเดิมอีกแล้ว...เหงาเหมือนกันนะฮะ"
 
"นั่นสินะ" เสียงทุ้มตอบรับแผ่วเบา
 
ยอมรับว่า ใจหาย อย่างที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานาน  
 
การผูกพันธ์กับใครสักคนแล้วต้องจาก ร้างลากันไป ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย...มันก็ทรมานอยู่ดี
 
ทว่า ขณะที่บรรยากาศการสัมภาษณ์ถูกปกคลุมด้วยความคิดถึง...ที่แสนเหงา อยู่ๆ ประตูห้องดนตรีกลับถูกเปิดออกอย่างกระทันหัน ก่อนที่เด็กนักเรียนคนหนึ่งจะโผล่หน้าเข้ามาถามช่างเครื่องหนุ่มด้วยเสียง อันดัง "พี่รอน ตกลงว่ากีต้าร์ของผมมันซ่อมได้ไหมฮะ?"
 
เพราะช่วงเวลาที่ทั้งสองคน 'เกิดความรู้สึกร่วมกันอย่างน่าประหลาด' ได้ถูกทำลายไปแล้ว ณัฐปกรณ์จึงตัดสินใจขยับตัวออกห่าง พลางรีบเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม สุภาพ ราวกับเมื่อครู่ไม่มี 'อะไร' เกิดขึ้น
 
"อ่าาา~ ถ้างั้นผมไม่รบกวนพี่รอนแล้วดีกว่า ขอบคุณที่ช่วยสละเวลาให้สัมภาษณ์นะฮะ แล้วก็...ถ้าได้เข้ามาเป็นนักเรียนที่ี่นี่จริงๆ คงได้เจอกันที่สนามบาสนะฮะพี่รอน" รอจนอีกฝ่ายพยักหน้าพลางหันมายิ้มให้อย่างคนอารมณ์ดี ณัฐปกรณ์จึงยกมือไหว้ขอบคุณช่างเครื่องหนุ่มอีกครั้ง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินออกไปจากห้องดนตรีสากลเพื่อให้พี่รอนได้ทำงานของตน ต่อ





                ทว่า ขณะที่เด็กหนุ่มหน้าคมหวานกำลังก้าวผ่านหน้าอาคาร 3 พร้อมทำท่าจะกดสายคุยกับพี่ชายคนสนิทจากเกาหลี...เพราะไม่อยากให้่ตัวเองต้องติดอยู่กับเหตุการณ์เศร้าเหงานั้นอีก อยู่ๆ อุบัติเหตุครั้งที่สองกลับเกิดขึ้นกับเขาและใครอีกคนหนึ่งอย่างไม่ทันให้ ฝ่ายใดได้ตั้งตัว
 
"ว๊ายยยย~" "เว่! อ่าาา~ ขอโทษฮะ ผมขอโทษ" ร่างเล็กของเด็กสาวตัวเล็ก ผมแกละ สวมชุดนักเรียนเรียบร้อยนั้นถูกคนตัวโตกว่าชนจนเซ แถมกล่องนมในมือของเธอยังหล่นลงตำแหน่งเดียวกับเท้าของอีกฝ่ายก้าวซ้ำ!
 
ดังนั้น นอกจากของเหลวสีขาวจะไหลนองลงพื้น ตัวกล่องสี่เหลี่ยมเล็กยังถูกน้ำหนักของณัฐปกรณ์กดทับจนบี้แบนคาตาของทั้ง สองคน!! "ขอโทษฮะ! มันเป็นความผิดของผมเอง คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมฮะ?"
 
"...นะ นมกล่องของฉัน~!" ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ให้ความสนใจกับณัฐปกรณ์เลยด้วยซ้ำ แต่แล้ว เมื่อร่างโปร่งสูงคุกเข่าลงกับพื้นพลางหยิบเอาทิชชู่ในกระเป๋ามาซับพื้นที่ เลอะนองไปด้วยน้ำนม ดวงตากลมโตของเด็กสาวผมแกละจึงเบนจากกล่องนมไปยังกิริยาอาการของเด็กหนุ่มตรงหน้า

"ทำอะไรน่ะ" เมื่อเห็นอีกฝ่ายหันรีหันขวางเหมือนกำลังหาอะไรอยู่ เด็กสาวเลยอดเอียงคอน้อยๆ พลางเอ่ยปากถามด้วยความสนอกสนใจไม่ได้ และเมื่อได้ยินคำตอบซึ่งณัฐปกรณ์เอ่ยออกมา...

"หาก๊อกน้ำฮะ ผมเป็นคนทำนมกล่องนี้หกเลอะพื้น ถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้เรื่อยๆ พื้นมันจะเหนียว ลำบากคนที่เดินผ่านไปมาด้วยฮะ" นิ่งไปครู่ แต่แล้วใบหน้าน่ารักเหมือนตุ๊กตาของเด็กสาวกลับแย้มรอยยิ้มพึงพอใจ ทว่า ณัฐปกรณ์ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเพราะมัวแต่กวาดสายตาหาก๊อกน้ำอยู่ กระทั่ง...

"อ้ะ~! ผมรู้แล้ว ถัดจากสวนพฤกศาสตร์ไปหน่อยมีโรงอาหารอยู่ รบกวนคุณช่วยรอผมสักครู่ได้ไหมฮะ?" พอใบหน้าคมหวานเจือเค้าเกาหลีเงยขึ้นมอง ใบหน้าที่แย้มรอยพอใจเมื่อครู่จึงเปลี่ยนเป็นส่งยิ้มอ่อนๆ ให้อย่างคนใจดี กระทั่ง ร่างสูงโปร่งเดินกึ่งวิ่งจากไปแล้วเด็กสาวจึงหัวเราะออกมาเบาๆ พลางทำสีหน้า ท่าทางราวกับเด็กซึ่งบังเอิญเจอของแปลก ถูกใจ อย่างไรอย่างนั้น

"มาแล้วฮะ นี่...นมกล่องใหม่ ถือว่าแทนคำขอโทษจากผมนะฮะ" เมื่อเห็นกล่องนมที่อีกฝ่ายยื่นส่งให้พร้อมรอยยิ้มเจือแววขอโทษจริงใจ เด็กสาวผมแกละเลยเอ่ยคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงสดใส พลางยืนมองคนตรงหน้าค่อยคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อจัดการราดน้ำในขวดพลาสติกล้างคราบเหนียวที่ยังติดอยู่บนพื้น จนเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นณัฐปกรณ์จึงหันมาให้ความสนใจกับเด็กสาวผมแกละผู้มี ใบหน้าน่ารักอีกครั้ง

"อ่าาา~ ไม่ทราบว่าคุณเป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันกับผมใช่ไหมฮะ?" อีกครั้งที่คำถามแสนสุภาพของณัฐปกรณ์ทำให้เด็กสาวแปลกหน้าแอบอมยิ้มด้วยความรู้สึกสนุกระคนขำ หาก หลังจากนิ่งไปครู่เสียงใสๆ จึงเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

"เข้าใจผิดแล้ว ถึงตัวจะเล็กกว่าแต่ฉันก็เป็นรุ่นพี่ของนายนะ" พอรู้ว่าคนตรงหน้าอายุมากกว่าณัฐปกรณ์เลยเปลี่ยนท่าทางเป็นสนใจเด็กสาวผมแกละขึ้นมาทันที และพออีกฝ่ายเอียงคอน้อยๆ พลางส่งยิ้มน่ารักกลับมาให้ ดวงตาคู่สีน้ำตาลเลยเหมือนจะพราวระยับขึ้นกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด

"ถ้าอย่างนั้นให้เกียรติผมได้สัมภาษณ์รุ่นพี่หน่อยได้ไหมฮะ?" ถามเสียงอ่อนอ้อนพลางส่งยิ้มที่คิดว่าดูดี๊~ ดูดีไป กระทั่ง เด็กสาวรุ่นพี่พยักหน้าเป็นการตอบรับ สองหนุ่มสาวเลยตกลงว่าจะเดินกลับไปทำการสัมภาษณ์กันที่โรงอาหารประจำ โรงเรียน

                เวลา 10.00 น. : โรงอาหาร

"สวัสดี อีกครั้งนะฮะรุ่นพี่ ผมชื่อรัก ณัฐปกรณ์ พิรุณธา เป็นลูกครึ่งไทยเกาหลี และมีชื่อภาษาเกาหลีอีกชื่อคืออีชางซอน ไม่ทราบว่ารุ่นพี่พอจะแนะนำตัวให้ผมรู้จักได้ไหมฮะ?" แม้สีหน้า แววตาและน้ำเสียงจะออกแนวกรุ้มกริ่ม แต่ลักษณะท่าทางที่ณัฐปกรณ์แสดงออกกลับคงไว้ซึ่งความสุภาพเหมือนเมื่อครู่ไม่เปลี่ยน เพียงแต่เพิ่มความรู้สึกให้ดูเป็นกันเองมากขึ้นอีกนิด

"สวัสดีจ้ะ พี่ชื่อนายน์ อวัสดา อาติยเวคิน น้องจะเรียกพี่ว่าพี่นายน์ก็ได้นะ" พี่นายน์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มน่ารัก สดใส ซึ่งณัฐปกรณ์มองแล้วรู้สึกชอบใจเป็นที่สุด~

"ฮะ พี่นายน์ ถ้าอย่างงั้นเรียกผมว่ารัก หรือน้องรักก็ได้นะฮะ" หยุดส่งยิ้มอ้อนๆ ให้ 1 ทีแล้วณัฐปกรณ์จึงเริ่มคำถามต่อไป "ชื่อพี่นายน์เพราะจังเลยฮะ อวัสดา ถ้าผมจำไม่ผิดมีความหมายเกี่ยวข้องกับเวลาใช่ไหมฮะ?"

"ใช่จ้ะ น้องรักรู้ได้ยังไงเนี่ย" ถามพลางเด็กสาวผมแกละเลยลอบมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความพินิจ พิจารณามากขึ้นโดยพยายามไม่ทำกิริยาให้อีกฝ่ายทัน 'จับ' สังเกตได้

"ผมเคยอ่านหนังสือเรื่องหนึ่งที่มีศัพท์เกี่ยวกับคำว่าเวลาในภาษาต่างๆ แล้วก็จำได้ว่าเคยเห็นคำว่า อวัสดา ที่มีความหมายเกี่ยวกับเวลาอยู่ในนั้นด้วย" หยุดส่งยิ้มหวานๆ ให้คนน่ารักอีกรอบ แล้วจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงติดอ้อน "ว่าแต่ชื่อเล่นของพี่นายน์น่าจะมาจากคำว่า 9 ในภาษาอังกฤษใช่ไหมฮะ? ถ้าอย่างนั้น...พี่นายน์ชอบวิชาที่เกี่ยวกับพวกภาษาหรือตัวเลขมากกว่ากัน เหรอฮะ?"

"พี่ชอบวิชาภาษามากกว่าจ้ะ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษกับญี่ปุ่น ส่วนพวกวิชาที่เกี่ยวกับตัวเลข พี่ไม่ถนัดเท่าไหร่หรอก~" จากนั้น เด็กสาวผมแกละผู้มีใบหน้าน่ารักราวตุ๊กตาจึงเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ชอบวิชาสายคณิตให้เด็กหนุ่มรุ่นน้องฟัง
 
"ตอนเด็กๆ พี่ก็ชอบเลขอยู่หรอกนะ แต่มาเลิกเอาจริงๆ เพราะครูสอนเลขคนนึง เขาชอบเรียกพี่มาตีแค่เพราะลายมือไม่สวย แหม! ลายมือไม่สวยแต่ทำการบ้านถูก แบบนี้ยังจะเรียกเราไปตีได้" พูดอย่างหมั่นเขี้ยวและเหมือนจะเฮี้ยวเล็กๆ แต่สำหรับณัฐปกรณ์กลับมองว่ากิริยา อาการของพี่นายน์น่ารักชะมัด เพราะงั้นเด็กหนุ่มเลยอดหัวเราะคลอไปกับรุ่นพี่ไม่ได้
 
กระทั่ง ถึงเหตุการณ์ที่พี่นายน์เล่าว่ามีอาจารย์สอนเลขท่านหนึ่งเคยทำถึงขนาดขว้างชอล์กและแปรงลบกระดานใส่เธอมาแล้ว... "คิดดูนะน้องรัก ครูเขาถึงขนาดเอาแปรงลบกระดานปาใส่ ถ้าพี่หัวแตกไปจริงๆ ใครจะรับผิดชอบล่ะ!"

"แต่ผมว่าคุณครูคงไม่ตั้งใจให้โดนหรอกฮะ พี่นายน์น่ารักออก คุณครูคงทำใจแข็งใส่พี่นายน์จริงๆ ไม่ได้หรอกฮะ" ถึงจะทำเสียงเรียบเรื่อยเหมือนสิ่งที่พูดออกมาเป็นแค่เรื่องปกติทั่วไป หาก ถ้อยความในเนื้อหาบวกกับสีหน้า แววตากรุ้มกริ่มน้อยๆ มันยังผลให้เด็กสาวรุ่นพี่ที่เมื่อครู่ยังทำสีหน้าจริงจังกับสิ่งซึ่งตน เล่า...อดรู้สึกขำอยู่น้อยๆ ไม่ได้
 
ทว่า กิริยาอาการซึ่งเธอแสดงออกกลับแตกต่างจากสิ่งที่คิดเอาไว้อย่างน่าประหลาด "แหม! น้องรักล่ะก้อ~ ปากหวานเหมือนกันนะเราเนี่ย"

"อ่าาา~ ไม่หรอกฮะพี่นายน์แล้วนอกจากเรื่องภาษา พี่นายน์ยังมีกิจกรรมอะไรที่ชอบทำอีกไหมฮะ? เผื่อเจอกันครั้งหน้าผมจะได้ชวนพี่นายน์คุยถูกเรื่อง" วูบหนึ่งเด็กหนุ่มหน้าคมหวานไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจผิดรึเปล่า หาก เขากลับรู้สึกว่าคนน่ารักที่ทำสีหน้าท่าทางเหมือนกำลังเขิน จริงแล้วจะแอบรู้สึกขำอะไรบางอย่าง...ในตัวเขา
 
ดังนั้น ขณะที่เผลอใช้ปลายนิ้วปาดปากตามความเคยชิน ณัฐปกรณ์จึงตัดสินใจเปลี่ยนคำถามของตนไปซะอีกเรื่อง "พี่ชอบเล่นเกมออนไลน์ อ่านการ์ตูน แล้วก็คอสเพลย์ น้องรักล่ะ มีสิ่งที่สนใจเหมือนกันบ้างรึเปล่า"

"ผมชอบอ่านการ์ตูนแล้วก็เคยเล่นเกมออนไลน์บ้าง แต่ไม่ติดฮะ ส่วนคอสเพลย์...มีเพื่อนที่แต่งคอสเพลย์อยู่กลุ่มนึง แต่ผมไม่ค่อยชอบแนวนั้นเท่าไหร่ มันดูไม่ค่อยเหมาะกับตัวเองน่ะฮะ" อีกครั้ง ที่ณัฐปกรณ์แอบรู้สึกว่าภายใต้ท่าทางใสๆ เหมือนเด็กของพี่นายน์นั้น ราวกับจะแฝงไว้ด้วยร่องรอยเพ่งพิจ พิจารณาอะไรบางอย่าง
 
และเขาไม่แน่ใจว่าพี่นายน์จะเห็นด้วยว่ากับที่บอกว่า เขาไม่เหมาะกับการแต่งคอสเพลย์ ทว่า "...เหรอจ๊ะ ดีแล้วล่ะที่น้องรักรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ถนัดอะไร แต่ถึงไม่ชอบเรื่องคอสเพลย์น้องรักคงไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับเพื่อนที่ชอบด้านนี้ใช่ไหม" ถามเสียงสดใสเหมือนไม่ติดใจอะไร พลางพี่นายน์เลยส่งยิ้มน่ารักมาให้รุ่นน้องหน้าคมหวานอีกรอบ

"อ่าาา~ ฮะ (เผลอปาดปาก 1 ที) ผมไม่ได้รู้สึกต่อต้านเรื่องที่เพื่อนในกลุ่มชอบหรอก ถึงรสนิยมจะแตกต่างกันไปบ้างมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรขนาดนั้นนี่ฮะ" พอฟังคำตอบของณัฐปกรณ์ใบหน้าน่ารักราวตุ๊กตาเลยยิ่งแย้มรอยยิ้มอ่อนหวานให้ อีกฝ่ายเผลอมองเพลิน...
 
จนลืมสังเกตไปว่าภายใต้รอยยิ้มไม่มีพิษภัยนั้นอาจแฝงไว้ด้วย 'อะไรบางอย่าง' ที่ไม่น่าไว้ใจได้เหมือนกัน
 
"อย่าหาว่าผมล่วงเกินเลยนะฮะ แต่พี่นายน์...น่ารักจัง ตัวเล็กๆ ผูกผมแกละ แถมยังตาโต...น่ารัก เหมือนตุ๊กตาเลยล่ะฮะ" อยู่ๆ ณัฐปกรณ์ก็พูดออกมาด้วยสีหน้า แววตาอ่อนอ้อนจนคนฟังแสร้งทำเป็นยิ้มเขิน ทั้งที่จริงในใจนายน์อาจไม่ได้รู้สึกเหมือนอาการที่กระทำอยู่ก็เป็นได้
 
"น่ารักแบบนี้ ที่บ้านไม่หวงแย่เหรอฮะ?" แหมมม~ ถามแบบนี้เจ้าเด็กหน้าหวาน (จนน่าจับมาแต่งคอสเพลย์เป็นที่สุด!) แอบคิดอะไรกับเราอยู่รึเปล่าเนี่ย??
 
"แม่พี่ไม่ได้หวงอะไรอะไรขนาดนั้นหรอกจ้ะ ยิ่งพี่ชายพี่นี่...ไม่ต้องพูดถึงเลย รายนั้นนอกจากจะไม่หวงแล้วยังชอบแกล้งอีกต่างหาก"  
 
"พี่นายน์มีพี่ชายด้วยเหรอฮะ? น่าอิจฉาจัง ผมเป็นลูกคนเดียว...ไม่มีพี่น้องเลยสักคน" พูดเสียงอ่อนให้ดูน่าสงสารพลางเพิ่มสีหน้า แววตาเหงาๆ ลงไปอีกนิด เผื่อพี่นายน์คนน่ารักจะเห็นใจอยากรับน้องชายหน้าตาดีเอาไว้สักคนไงฮะ แฮ่~
 
"พี่ก็มีพี่ชายแค่คนเดียวแหละ น้องรัก แต่พี่ชายที่วันๆ เอาแต่แกล้งน้อง บางทีไม่มีซะยังจะดีกว่า" รู้หรอก ว่าน้องรักหน้าหวานคิดอะไร แต่จะให้ตอบสนองง่ายๆ มันก็ไม่ใช่นายน์สิน้อง~
 
"งั้นเหรอฮะ อ๊ะ! นมหมดกล่องแล้ว งั้นให้ผมเอาไปทิ้งให้นะฮะพี่นายน์" กิีิริยาเอาใจแต่แฝงไว้ด้วยความสุภา่พของเด็กหนุ่มรุ่นน้อง ทำให้เด็กสาวตัวเล็ก ผมแกละส่งยิ้มหวานๆ น่ารักๆ ไปให้ จนเมื่อณัฐปกรณ์เดินกลับมานั่งข้างๆ (ด้วยระยะห่างที่ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป) เด็กหนุ่มหน้าคมหวานจึงเอ่ยถามสิ่งที่เขาอยากรู้เกี่ยวกับคนน่ารักตรงหน้า อีกครั้ง
 
"พี่นายน์ฮะ นอกจากเรื่องเกม การ์ตูน แล้วก็คอสเพลย์แล้ว พี่นายน์ยังมีกิจกรรมโปรดอะไรอีกไหมฮะ? อย่างเช่น ขนม? พี่นายน์ชอบทานขนมรึเปล่าฮะ?" พอถามถึงเรื่องนี้ดวงตาคู่โตของเด็กสาวเลยวาวประกายราวกับเด็กๆ  ก่อนเจ้าตัวจะเล่าให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
 
"ที่บ้านของพี่เปิดร้านขายขนมจ้ะ แถมแม่ของพี่ยังทำขนมเก่งมากๆ ด้วย พราะอย่างนั้นพี่ก็เลยทั้งชอบชิม และชอบทำขนมเหมือนคุณแม่...จริงสิ! ถ้ายังไงวันนี้น้องรักอยู่รอชิมขนมฝีมือพี่ไหมล่ะ พี่ว่าจะแวะเข้าห้องคหกรรมพอดี"
 
...อาจเป็นเพราะลางสังหรณ์ส่วนตัวหรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้ในขณะที่พี่นายน์พูดเชิญชวนให้ณัฐปกรณ์ไปชิมขนมฝีมือเธอ ขนอ่อนบริเวณหลังต้นคอของเด็กหนุ่มหน้าคมหวานกลับพร้อมใจกันลุกชันน้อยๆ จนเจ้าตัวเผลอขมวดคิ้วพลางใช้ปลายนิ้วปาดปาก 2 ทีติด!!
 
จากนั้น "อ้ะ! พี่นายน์ฮะ นี่เราคุยกันมาเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้ว และ..." ทำสีหน้า แววตาเกรงใจจริงจัง

"ผมต้องขอโทษพี่นายน์จริงๆ นะฮะ แต่วันนี้รุ่นพี่ที่อยู่เกาหลีจะโทรกลับมาหาผม เพราะฉะนั้น..." ยังไม่ทันได้พูดจบคำเสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องสีเขียวกลับส่งริงโทนเพลง เกาหลีเพลงหนึ่งให้ดังขึ้นอย่างถูกเวลาเป็นที่สุด!
 
"อ่าาา~ พี่นายน์ฮะ ผมขอโทษจริงๆ พี่นายน์อย่ารู้สึกไม่ดีกับผมเลยนะฮะ" ที่พูดออกไปแบบนั้นเพราะณัฐปกรณ์เหมือนจะทันเห็นแววตาของพี่นายน์ 'วาบประกาย' ราวกับลูกแมวเวลาโกรธ ทว่า เพียงชั่วกะพริบตาเดียวอีกฝ่ายกลับส่งยิ้มสดใส พลางพูดเสียงยิ้มแย้มราวกับไม่รู้สึกอะไรใดๆ
 
"ไม่เป็นไรๆ พี่ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรขนาดนั้นซะหน่อย น้องรักก้อ~" แม้ได้รับคำยืนยันแบบนั้นแต่ณัฐปกรณ์ยังอดยกมือไหว้รุ่นพี่ตัวเล็กไปอีก 1 ทีไม่ได้ ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยคำสัญญาออกมาด้วยสีหน้า ท่าทางสุดแสนจะจริงใจ...แบบเดียวกับที่พี่นายน์ทำตอนพูดเรื่องคอสเพลย์กับเขาไม่มีผิด!
 
"ถ้าได้เข้ามาเป็นนักเรียนที่นี่ผมจะพยายามหาโอกาสชิมขนมฝีมือพี่นายน์ ให้ได้ และเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของพี่นายน์ ผมจะทำขนมฝีมือตัวเองมาแลกกันชิมด้วย ดีไหมฮะ? เพราะผมก็พอทำอาหารเป็นเหมือนกัน" ส่งยิ้มอ่อนอ้อนที่เหมือนจะจริงใจ๊~ จริงใจไปอีก 1 ทีถ้วน
 
"ยังไงก็ตาม ขอบคุณพี่นายน์สำหรับน้ำใจและมิตรภาพที่หยิบยื่นให้นะฮะ มันมีความหมายต่อผมมากจริงๆ"

"เช่นกันจ้ะน้องรัก หวังว่าเราคงได้เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมโรงเรียนเดียวกันนะ" แม้จะแอบเสียดายกับโอกาสที่กำลังหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา หาก สุดท้ายเด็กสาวผมแกละผู้มีใบหน้าน่ารักราวตุ๊กตาก็ทำท่าเอียงคอบ้องแบ๊ว พลางส่งยิ้มหวานๆ ให้กับรุ่นน้องหนุ่ม ก่อนจะยอมให้อีกฝ่ายจากไปโดยดี...
 
แต่รับรองเลยว่าเธอจะจำคำพูดที่น้องรักพูดเอาไว้ 'ทุกคำ' อย่างแน่นอน~!!!
.
.
.
.
.
.
.

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

พี่โย~~~!!!
นิกจะลักพาตัวหลานล่ะนะ กร๊ากกกกกก

น่ารักมากหลานรัก เปิดมาก็บีบน้ำตาเลยเรอะ ฮ่าๆๆ รักคุยกับทุกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติมากค่ะ รายละเอียดเยอะดีด้วย แถมในเรื่องก็แอบมีทิ้งปมไว้เป็นพักๆด้วยนะ ;)!

ชอบที่สุดก็คงหนีไม่พ้นตอนรักสัมภาษณ์นายน์ ฮ่าๆๆ สัญชาติญานการเอาตัวรอดใช้ได้นะเนี่ยเรา~~

เห็นมีที่พิมพ์ตกหล่นสองที่นะคะ คำว่า"อ่อนหวาน"ตอนที่คุยกับครุเอกเรื่องเพลงไทย แล้วก็คำว่า "เพราะ" ตอนที่นายน์บอกเรื่องที่บ้านตกสระเอตัวหน้าไปตัวนึงค่ะ ^^

#1 By ครูกช on 2011-03-18 08:02

แก้ไขตามที่บอกแล้วนะคะ น้องนิก ขอบคุณที่เข้าช่วยตรวจทานค่า ^0^

*กอดดดด

ปล.อากาศหนาว รับน้องรักห่อเกี๊ยวไปเลยมะ *โดนลูกตบ

#2 By อีjoon on 2011-03-18 15:26

รูปสวยจังครับ

#3 By แก้วเซรามิค (115.87.139.12) on 2011-11-02 18:09

บล็อคสวยจังอิอิ

#4 By เสื้อยืด (115.87.139.12) on 2011-11-02 18:09

cool blog

#4 By graphic (115.87.139.12) on 2011-11-02 18:09

น้ำท่วมระวังๆกันด้วยนะจร้า

#6 By ติดแก๊ส (115.87.139.12) on 2011-11-02 21:19

บล็อคดูดีมากๆเลยครับิ

#7 By รับทำเว็บ (115.87.139.12) on 2011-11-02 22:02

อีjoon View my profile

Favourites